ตำนานสี่เผ่าพันธุ์

บทนำ (ภาค1 ผู้พิทักษ์ลูกแก้วมนตรา)

บทนำ

 

            ณ ที่พิพิธภัณฑ์โบราณแห่งหนึ่ง ในห้องจัดแสดงด้านในสุด มีแผนศิลาจารึกขนาดใหญ่ ซึ่งมีรอยจารึกของคนในสมัยที่เพิ่งคิดค้นตัวอักษรได้ใหม่ๆ ข้อความที่ถอดออกมาแล้ว ได้ความว่า...

 

ข้าคือผู้เฝ้ามองเหตุการณ์อยู่แต่ภายนอก สิ่งที่ข้าได้พยายามจารึกลงในแผ่นหินนี้จะบอกเล่าเรื่องราวที่คนรุ่นหลังอาจไม่มีวันได้รู้ ณ ที่ดินแดนอาราเดียร์แห่งนี้ ในยุคที่ข้าได้สลักแผ่นหินนี้อยู่ มีเผ่าพันธุ์อยู่ในโลกนี้ทั้งหมดสี่เผ่าพันธุ์ ซึ่งก็ได้แก่...

เผ่าพันธุ์มนุษย์คือผู้ที่มีความรัก โลภ โกรธ หลง แฝงอยู่ในตัว เป็นเผ่าพันธุ์ที่มีอยู่มากที่สุดในโลก และมีไหวพริบชาญฉลาดมากที่สุด พวกเราอาศัยอยู่บนพื้นดิน เดินเท้า และรักแสงสว่าง ปกครองโดยจอมปราชญ์เพียงหนึ่งเดียวด้วยอำนาจเด็ดขาด

เผ่าพันธุ์ปีศาจผู้ซึ่งมีความเจ้าเล่ห์ชั่วร้ายบริสุทธิ์แฝงอยู่ในกาย เป็นเผ่าพันธุ์ที่มีหลากหลายรูปลักษณ์ มีปีศาจแตกย่อยอีกหลากหลายสายพันธุ์ แต่กระนั้นสิ่งที่เหมือนๆกันก็คือ...พวกเขารักความมืดเป็นชีวิตจิตใจ เวลาต่อสู้กับใครชอบทรมานเหยื่อนานๆ จึงไม่ควรไปหาเรื่องกับเหล่าปีศาจเป็นอย่างยิ่ง พลังของเหล่าปีศาจจะพุ่งขึ้นสู่จุดสูงสุดเมื่อความมืดมาถึง เหล่าปีศาจอาศัยอยู่บนพื้นดินดังเช่นมนุษย์ แม้บางตนจะไม่เคยปล่อยให้เท้าของตนแตะถึงพื้นเลยก็ตาม มีจ้าวปีศาจปกครองแผ่นดินของพวกเขา

เผ่าพันธุ์วิหค เผ่าพันธุ์ซึ่งรักอิสระ สายลม และการโบยบิน พวกเขาเองก็อาศัยอยู่บนพื้นดินดังเช่นเผ่าพันธุ์อื่นๆ แต่ทว่ากลับใช้ปีกโบยบินมากกว่าการเดิน พวกเขารักท้องฟ้า และธรรมชาติ ว่ากันว่า หากอยู่บนฟ้า วิหคจะไร้เทียมทาน จ้าววิหคคือผู้ที่ปกครองเหล่าวิหคทั้งหมดทั้งมวล

สุดท้าย เผ่าพันธุ์เงือก เป็นเผ่าพันธุ์เดียวที่ไม่ได้อาศัยอยู่บนพื้นดินดังเช่นเผ่าพันธุ์อื่นๆ พวกเขารักเสียงเพลง เพลงของเงือกนั้นมีอำนาจในการขับกล่อม เยียวยา แต่ในอีกด้านก็เป็นพลังทำลายซึ่งไม่มีเผ่าพันธุ์ใดเทียบเทียมได้ ด้วยพลังของเสียงนั้นไม่ได้เป็นรูปธรรม เหล่าเงือกนั้นจะมีสิ่งที่เก็บแหล่งพลังงานส่วนใหญ่เอาไว้ เผื่อใช้ยามจำเป็น ถือเป็นเผ่าพันธุ์ที่ลึกลึบที่สุดในสี่เผ่าพันธุ์ ว่ากันว่าเหล่าเงือกมีความลับที่ไม่อาจบอกใครได้ และการดำรงอยู่ของเผ่าพันธุ์เงือกนี้เอง จึงได้มีตำนานซึ่งแม้แต่ผู้จารึกศิลาผู้โง่เขลาคนนี้ก็ไม่อาจแน่ใจว่าเป็นจริงหรือไม่ ตำนานที่เงือกตนหนึ่งหลงรักมนุษย์เข้า แต่ด้วยชาติกำเนิด ฐานะ ภาระหน้าที่ และเผ่าพันธุ์ ทำให้ความรักนั้นเป็นความรักต้องห้ามที่ไม่มีวันเป็นจริง จ้าวสมุทรคือผู้ที่ปกครองพวกเขาด้วยอำนาจบัญชาเด็ดขาดและสูงสุด

ทั้งสี่เผ่าพันธุ์อาศัยอยู่ร่วมกันด้วยความสงบสุข จนกระทั่ง...ความลับของเงือกที่พวกเขาปิดบังไว้แตกออก ข้าไม่เคยรู้ว่าความลับนั้นคืออะไร แต่ทันทีที่ความลับที่ว่านั้นแตกออก เผ่าพันธุ์เงือกต่างก็ถูกอีกสามเผ่าพันธุ์ตามล่าและไล่ฆ่าและเสียชีวิตไปเป็นจำนวนมาก

จากนั้น ทั้งสามเผ่าพันธุ์ที่เหลือต่างก็เข้าต่อสู้กันโดยไม่ทราบสาเหตุ จนเกิดสงครามครั้งใหญ่ ที่เรียกว่าสงครามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ สงครามนั้นได้คร่าชีวิตไปเป็นจำนวนมาก และในที่สุด ในแผ่นดินอาราเดียร์ของเราก็เหลืออยู่เพียงเผ่าพันธุ์เดียว ซึ่งก็คือเผ่าพันธุ์มนุษย์ ข้าไม่อาจบอกได้ว่าอีกสามเผ่าพันธุ์จะถูกฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ไปแล้วหรือเปล่า แต่ในความคิดข้า แม้มนุษย์อย่างเราๆจะมีจำนวนอยู่มากที่สุด แต่พวกเราก็มีพลังอำนาจน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับเผ่าพันธุ์อื่นๆด้วยเช่นกัน จึงไม่น่าจะเป็นไปได้ที่ทั้งสามเผ่าพันธุ์จะตายจนหมด ข้าคิดว่าพวกเขาน่าจะไปหลบซ่อนตัว แยกตัวเองออกจากดินแดนนี้และไปตั้งอาณาจักรใหม่ในที่ๆเผ่าพันธุ์อื่นๆจะไม่มีวันได้รู้ ซึ่งความจริงจะเป็นอย่างไรนั้น...มันก็คงจะมีเพียงพระผู้สร้างโลกนี้เท่านั้นถึงจะรู้ความจริง...

 

            ณ ที่ยอดปราสาทสูงแห่งหนึ่งในอัลเดรเฟีย ซึ่งมีหอสี่หอตั้งอยู่ล้อมรอบ ร่างโปร่งแสงสี่ร่างปรากฏขึ้น และวนเวียนอยู่ที่ยอดหอนั้น...

ไงทุกคน ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ เสียงใสๆของหญิงสาวคนหนึ่งผู้มีเรือนผมสีเทาและนัยน์ตาสีเดียวกัน รวมถึงปีกนกขนาดใหญ่อยู่ที่กลางหลังเอ่ย

            นั่นสิ ไม่ได้เจอกันนานจริงๆ นี่มันก็...ห้าสิบปีได้แล้วนี่ จริงไหม หลังจากสงครามครั้งนั้นทุกคนไม่เปลี่ยนไปเลยนะ เสียงของชายหนุ่มผู้มีเรือนผมสีน้ำตาลและนัยน์ตาสีมรกตดูเจ้าเล่ห์เอ่ย เขามีปีกค้างคาวสีดำอยู่กลางหลัง ทันทีที่เขาเผยรอยยิ้ม เขี้ยวๆเล็กๆคู่หนึ่งปรากฏขึ้นที่มุมปาก

            ที่ไม่เปลี่ยนน่ะ เพราะเราเป็นวิญญาณไปแล้วไม่ใช่หรืออย่างไรกัน ลูฟ ชายหนุ่มผู้มีเรือนผมสีแดงดูสุขุมเอ่ย ชายหนุ่มนามลูฟขยับรอยยิ้ม

            งั้นเหรอเนี่ย ไม่เห็นรู้ตัวเลย ปีศาจหนุ่มว่า

            เลิกทำเป็นเล่นได้แล้ว ลูซิเฟอร์ ระวังข้าจะหมดความอดทนเสียก่อน เสียงของหญิงสาวคนสุดท้ายในที่นั้นเอ่ย เธอคือผู้ที่มีเรือนผมสีฟ้าและนัยน์ตาสีเดียวกัน ท่าทางเงียบขรึมและเข้มงวด และแม้กระโปรงของเธอจะยาวคร่อมเท้า แต่ว่าหางปลาสีฟ้าน้ำทะเลก็โผล่พ้นชายกระโปรงออกมาบ้าง

            แหมๆ รีฟเวอร์ เจ้านี่ยังเข้มงวดไม่เปลี่ยนไปเลยนะ ข้าล่ะนึกว่าเมจจะช่วยให้เจ้าอ่อนโยนขึ้นบ้างแล้วแท้ๆ ลูซิเฟอร์ว่า พลางเหลือบมองชายหนุ่มข้างๆเล็กน้อย

            ความรักของเราเป็นความรักที่ไม่สมหวัง ลูฟ เจ้าเองก็เลิกพูดเรื่องนี้ได้แล้ว ถึงเราจะตายไป แล้วได้กลับมาพบกันอีกครั้ง แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าหน้าที่ของเราจะจบลงนะ เมจ...ชายหนุ่มผู้มีเรือนผมสีแดงเอ่ย

            ข้าล่ะเบื่อจริงๆ ลงจากตำแหน่งจ้าววิหคได้แล้วแท้ๆ กลับไม่ได้เกษียณเสียที แถมคราวนี้เป็นงานที่ไม่มีคำว่าปลดระวางเสียด้วยสิ วิหคสาวเอ่ย

            วินดี้ เจ้าเองก็เลิกเล่นได้แล้ว เพราะหน้าที่ของพวกเราต่อจากนี้ไม่ใช่สิ่งที่จะผิดพลาดได้ รีฟเวอร์เอ่ย ทำให้วินดี้เบ้หน้าเล็กน้อย

            เจ้าค่ะ ท่านรีฟเวอร์... ข้าน้อยน้อบรับคำบัญชาของท่านทุกประการเจ้าค่ะ วินดี้แสร้งทำท่าล้อเลียนเพื่อนสาว

            จากนี้ไป...งานจะไม่ใช่หมูๆสินะ ลูซิเฟอร์เอ่ยด้วยรอยยิ้ม ทั้งที่แววตาไม่ได้ยิ้มไปด้วย นัยน์ตาสีมรกตจับจ้องไปที่ยอดปราสาทนั้น...หน้าที่ต่อไปของพวกเขา...

            จำคำปฏิญาณที่พวกเราได้ให้ไว้ตอนที่พวกเรายังอยู่ด้วยกันเมื่อห้าสิบปีก่อนได้ไหม เมจเอ่ย ทั้งสามพยักหน้า ก่อนจะเอ่ยขึ้นมาพร้อมกัน

            พวกเราจะปกป้องสิ่งที่พวกเราสร้างขึ้นมาให้ถึงที่สุด เมจพยักหน้า

            ข้า ในนามของจอมปราชญ์แห่งอาณาจักรอัลเดรเฟีย ขอสังเวยวิญญาณแห่งข้า เพื่อปกป้องสิ่งที่ข้าสร้างขึ้น ดวงวิญญาณของเมจเรืองแสงขึ้น ก่อนจะพุ่งไปยังหอสูงสีแดงที่ทางทิศเหนือของปราสาท

            ข้า ในนามของจ้าววิหคแห่งอาณาจักรเวหา ขอสังเวยวิญญาณแห่งข้า เพื่อปกป้องสิ่งที่ข้าสร้างขึ้น ดวงวิญญาณของวินดี้เรืองแสงขึ้น ก่อนจะไปสถิตอยู่ที่หอสูงสีเทาที่ด้านทิศตะวันออก

            ข้า ในนามของจ้าวปีศาจแห่งอาณาจักรแห่งความมืด ขอสังเวยวิญญาณแห่งข้า เพื่อปกป้องสิ่งที่ข้าสร้างขึ้น ดวงวิญญาณของลูซิเฟอร์เรืองแสงขึ้นแล้วพุ่งไปอยู่ที่หอสูงสีน้ำตาล รีฟเวอร์มองเพื่อนรักทั้งสามซึ่งได้ทำพิธีกรรมสังเวยของตนเสร็จแล้ว จากนั้นก็มองไปยังยอดปราสาทนั้นอีกครั้ง ซึ่งพวกเธอได้ ผนึก สมดุลของโลกไว้ภายใน เธอหลับตาลง เอ่ยเสียงก้องด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจ

            ข้า ในนามของจ้าวสมุทรแห่งอาณาจักรบาดาล ของสังเวยวิญญาณแห่งข้า เพื่อปกป้องสิ่งที่ข้าสร้างขึ้น ดวงวิญญาณของเงือกสาวเรืองแสงขึ้น ก่อนจะพุ่งไปสถิตอยู่ที่หอสีฟ้าทางทิศใต้ และทันทีที่วิญญาณทั้งสี่ดวงไปสถิตอยู่ที่สี่หอรอบปราสาทสูง ที่ยอดปราสาทนั้นก็เรืองแสงสี่สี สีแดง น้ำตาล ฟ้า และเทา จากนั้นแสงทั้งสี่สายก็แตกออก ต่างมุ่งไปยังหอทั้งสี่หอที่ล้อมรอบอยู่ แล้วม่านพลังขนาดใหญ่อันทรงอานุภาพก็ปรากฏขึ้น

 

            ...สิ่งที่พวกข้าได้สร้างขึ้น ทั้งโรงเรียนเวทแห่งอัลเดรเฟียนี้ ทั้งอาณาจักรทั้งแปดของเหล่ามนุษย์ อาณาจักรแห่งความมืดของเหล่าปีศาจ อาณาจักรเวหาของเหล่าวิหค และอาณาจักรบาดาลของเหล่าเงือก พวกข้าผู้เป็นผู้นำของดินแดนอาราเดียร์แห่งนี้จะขออุทิศทั้งร่างกายและวิญญาณของข้าเพื่อรักษาสมดุลระหว่างเผ่าพันธุ์เอาไว้...ให้คงอยู่ไป...ตลอดกาล...

------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ตามธรรมเนียมของไวท์ ไวท์จะลงบทนำพร้อมบทที่หนึ่งสำหรับภาคแรกค่ะ ดังนั้นประเดี๋ยวไวท์จะอัพบทที่หนึ่งให้พร้อมกันเลยนะคะ

Post Comment

Statistic

Date posted: 4 years ago.
Date modified: 4 years ago.
Overall Viewed: 4,375 times
Monthly Viewed: 37 times
Rated: 1 times
Favorited: 4 times
Commented: 11 times
Player

Advertise

TSWriter.com - Reader and Writer Community. - Terms of Use and Disclaimer - Advertisement

©2009 All Rights Reserved.